ช่วงๆ นี้เหมือนเช่นเคยยามที่มีงานฟรีแลนซ์ทยอยเข้ามาให้รับใช้ เรียกใช้บริการ
จึงไม่ค่อยมีอารมณ์กลั่นกรอง ไม่มีเวลาจดจาร และไร้จินตนาการจะกดแป้นพิมพ์
แม้นว่าพอจะมีประเด็น มีโครงเรื่องบางอย่างในสมองที่อยากจะเขียนเพื่อเล่าสู่กันฟังบ้าง
กระนั้นก็หมดพลังด้วยเหนื่อยล้าจากการงาน หรือเวล่ำเวลาที่ถูกดูดกลืนจนมิอาจอัพเดทบล็อกได้
ทว่าก็อยาก "ขอบคุณ" ผู้ว่าจ้างทั้งหลายที่ให้ความไว้วางใจและให้งานมาทำด้วยความมั่นใจ
บางแห่งก็น่ารักและใจดีกรุณาส่งงานพิสูจน์อักษร (Proofredder) มาให้อย่างสม่ำเสมอทุกๆ เดือน
เพราะเมื่อมี 'งาน' ทำก็หมายถึงมี 'เงิน' เพื่อจะมีลมหายใจอยู่ในโลกใบนี้ต่อไปได้...
ผมเชื่อว่า...คงมีหลายๆ ท่านและหลายๆ คนอยากหลุดพ้นจากการเป็น "พนักงานประจำ"
ย่อมมิปรารถนากระวีกระวาดตื่นเช้ารีบเดินทางเพื่อไปทำงานให้ทันเวลาตอกบัตร
บางบริษัทอาจไฮเทคโดยการสแกนลายนิ้วมือบันทึกเวลาเข้าและออกงาน
ขณะบางคนมีรถส่วนตัวก็อยากได้ความสบายแม้นจะสิ้นเปลืองค่าน้ำมัน
ส่วนคนไม่มีรถเป็นของตนเองก็อาจใช้บริการรถสาธารณะหลายต่อและหลายสาย
ยิ่งวิถีชีวิตในเมืองหลวงที่แออัดยัดเยียดและสภาพการจราจรที่แสนติดวินาศสันตะโร
ทำให้จำต้องเสียเวลาอยู่บนท้องถนน เสียเงินกับค่าเดินทาง และเสียสุขภาพจิตยามรถติดหนึบ
ซึ่งรถก็น่าติดอยู่หรอก ในเมื่อใครๆ ก็อยากมีรถยนต์ส่วนตัวกัน ขณะท้องถนนนั้นมีเท่าเดิม
แล้วถ้าเกิดอุบัติเหตุล่ะ? หรือฝนตกกระหน่ำหนักเล่า? หรือไม่มีรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน?
หลายๆ ครั้ง...หลายๆ หน...ผมก็ให้รู้สึกแปลกแยกและแปลกเปลี่ยวในเมืองหลวง
เห็นตึกสูงตระหง่านชูประชันผงาดประหนึ่งจะประกาศความยิ่งใหญ่เทียมฟ้า
เห็นแผงลอยริมทางเท้าตั้งระดะแลดูเกะกะทำให้คนเดินต้องก้าวฉวัดเฉวียน
เห็นน้ำในลำคลองเป็นสีดำหมองและสารพัดขยะลอยเอื่อยพะเยิบพะยาบ
เห็นผู้คนมากมายหลายลักษณะต่างเร่งรีบและแข่งขันกันทำงานหาเงิน
เห็นหนุ่มสาววัยเล่าเรียนศึกษาอยู่กันเป็นคู่ๆ หรือมีเซ็กซ์ก่อนวัยอันสมควร
แล้วก็เห็นอะไรต่อมิอะไรอีกหลากหลายสารพัน ทั้งแง่ร้ายและแง่งาม ทั้งน่ารักและน่าร้องไห้...
เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะมี การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ ๑๐ แล้ว
เท่าๆ ที่ตามข่าวสาร ดูเหมือนว่าจะเป็นสงครามชิงเมืองหลวงของพรรคการเมืองสองพรรค
โดยคนกทม. ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงจะเป็นผู้ตัดสินอนาคตของมหานครแห่งนี้
หรือจะเกิดปาฏิหาริย์ปรากฏว่า ผู้สมัครอิสระชนะด้วยคะแนนท่วมท้นจนได้เป็นผู้ว่าฯ
...คำตอบคงรู้ใน วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556 แน่ๆ
ถึงแม้นว่าผมจะไม่ใช่คนกรุงเทพฯ ไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านมาเป็นคนเมืองหลวงเต็มขั้น
แต่ก็อาศัยอยู่กินและทำงานหาเงินในมหานครแห่งนี้มาร่วมๆ ๑๗ ปีแล้ว
ลึกๆ ผมมองว่า...กรุงเทพฯ เสมือนคนป่วยไข้ ซึ่งนับวันก็ป่วยทรุดโทรมลงเรื่อยๆ
ถ้าพินิศในด้านความศิวิไลซ์ ความเจริญ ความทันสมัย หรือความรุ่งเรืองแล้วละก็
คงเห็นชัดตรงปัจจัยภายนอก หน้าตา สภาพแวดล้อม ตลอดจนเครื่องอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ
กล่าวแบบซื่อๆ ก็คือ เจริญรุ่งโรจน์ทางด้านวัตถุกับเทคโนโลยี นั่นเอง
แน่นอนว่า...กรุงเทพฯ มีคอนโดฯ เพิ่มขึ้น สูงขึ้น มีหมู่บ้านจัดสรรมากขึ้น มีรถราหนาตามากขึ้น
แล้วก็มีอาชญากรรม การฆาตกรรม ยาเสพติด และมีสถานบันเทิงเริงรมย์มากขึ้นด้วย
กรุงเทพมหานคร ต้องการหมอ...
หรือก็คือ ผู้ว่าฯ เพื่อมาเยียวยา รักษา และผ่าตัดคนไข้ที่ชื่อ "กรุงเทพฯ"
ทั้งควรเผ็นผู้ที่พร้อมจะเสียสละและทำประโยชน์เพื่อคนกรุงจริงๆ
บริหารงานและใช้อำนาจที่มีอย่างเป็นธรรม ตรงมาตรงไป ต้องรับใช้ประชาชนมากกว่าเล่นเกมการเมือง
ไม่มีสี ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และก็ต้องแก้ปัญหาอย่างตรงจุดถูกประเด็น ฯลฯ
แต่ถ้าผมมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครล่ะ--?
ผมจะเลือกใครดี จะพิจารณากาให้ใครอย่างไร จะลงคะแนนที่ตัวบุคคลหรือเลือกพรรค?
จะไตร่ตรองดูที่นโยบายสวยหรูหรือความเป็นไปได้จริง หรือจะงดออกเสียงให้รู้แล้วรู้รอดดีหนอ...
ไว้บทความต่อไป...ผมจะมาบอกกล่าวกัน...
22 กุมภาพันธ์ 2556
13 กุมภาพันธ์ 2556
Valentine นิยายรักไม่มีชื่อ
ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกๆ ปี ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวคริสต์
นั่นก็คือ วันวาเลนไทน์ Valentine
วันวาเลนไทน์ หรือวันนักบุญวาเลนไทน์ หรือที่รู้จักกันว่า "วันแห่งความรัก" นั้น
เป็นวันที่คู่รักจะบอกความในใจของกันและกัน อาจจะโดยการส่งการ์ด มอบดอกไม้ มอบตุ๊กตา
หรือพากันไปท่องเที่ยวในสถานที่หวานแหววโรแมนติกสุดประทับใจ
สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์คือ เทพเจ้าคิวปิด ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรักดั้งเดิมของชาวโรมัน
โดยมีร่างกายเป็นเด็กทารกติดปีก กำลังโก่งคันศรทองเล็งไปยังหัวใจของผู้คน
ตามตำนานของกรีกและโรมันพูดถึงคิวปิดว่า...
เป็นบุตรของมาร์ (เทพเจ้าของสงคราม) และ วีนัส (เทพเจ้าแห่งความรักและความงาม)
***
ช่วงนี้...ชีวิตยังวุ่นๆ หลายอย่าง ตรุษจีนก็กลับไปบ้านเพื่อไหว้บรรพบุรุษ
ครั้นกลับมาถึงเมืองหลวง เปิดเมล์ก็มีงานฟรีแลนซ์ส่งมาให้ทำสองเรื่อง
ทำให้ไม่ใคร่มีเวลามาอัพบล็อก หรือลงขายหนังสือมือสองที่ร้าน Life Book
อีกทั้ง "ปลวก" ก็ยกทัพมาราวีหนังสือตามชั้นถึงในห้อง มันกัดกินหนังสือเสียหายไปหลายเล่ม
ซึ่งก็ตั้งใจว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ทว่าคงต้องจัดการเรื่องงานให้หมดห่วงและเสร็จสิ้นก่อน
ฉะนั้น จึงขอเอาเนื้อหาของ นิยาย ที่ริเริ่มลองเขียนมาลงให้อ่านคั่นเวลาไปพลางๆ
ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถเขียนจนจบเป็นเล่มๆ ได้หรือไม่...ทว่าที่ลองเขียนนั้น
เพราะมีความรู้สึกรู้สาอะไรบางอย่างที่ฉาบฉวย ตะขิดตะขวงใจกับบางสิ่งที่เป็นไป...
ลองๆ ฝืนใจอ่านกันดู หรือไม่อ่านก็แล้วแต่ตามเจตจำนง (ยังต้องขัดเกลาอีก แค่ร่างๆ ไว้)
หมายเหตุ : อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ไม่ควรอ่าน เพราะอ่านหนังสือเรียนดีกว่าครับ
นิยายรักไม่มีชื่อ
บทนำ
อากาศในห้องสวีทของโรงแรมระดับหรูกลางเมืองหลวงหนาวกำลังพอเหมาะ ท้องฟ้านอกผนังกระจกขนาดใหญ่บานใสมืดสลัวคล้ายว่านางฟ้าดึงม่านสีดำบังซ่อนความงามไว้ ขณะในห้องมีเพียงแสงนวลเรื่อจากโคมไฟเหนือหัวเตียงสาดรางๆ ชายหนุ่มนอนตะแคงมองใบหน้าขาวเนียนของหญิงวัยสามสิบปลายๆ อย่างพินิจ จวบสามเดือนแล้วที่ทั้งสองคบหาและมีสัมพันธ์สวาทกัน หากแต่ความสัมพันธ์นั้นหาใช่ความรักฉันหนุ่มสาวคราวเบญจเพศเช่นทั่วไป เพราะวัยที่ห่างกัน ฐานะก็ต่างกัน ตลอดจนวิถีชีวิตที่ต่างกัน จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้สถานภาพของทั้งสองถูกตีขอบเขตแค่คู่นอนยามเหงาเปล่าเปลี่ยวเท่านั้น
ชายหนุ่มขยับกายเล็กน้อยแล้วหอมหน้าผากมนของหญิงวัยกลางคนอย่างแผ่วเบาด้วยกลัวว่าเธอจะตื่น ลมหายใจหอมละมุนรินรดหน้าอกแกร่งทำให้เขาอยากจุมพิตริมฝีปากสวยยิ่งนัก แม้ผู้หญิงที่นอนหลับพริ้มพักตร์ตรงหน้าอายุจะใกล้เลขสี่ก็ตามที ทว่าความสวยยังฉายฉานแจ่มยิ่งกว่าสาวแรกดรุณี รูปร่างทรวดทรงก็บอบบางอรชรน่าเชยชมพรมไล้ ผิวพรรณขาวละเอียดดุจหิมะธิเบต ทั้งหน้าอกก็ยังยั่วยวนเต่งตึงเต็มมือ
“อ้าว เอกตื่นแล้วเหรอคะ นี่ตีไรแล้วล่ะ” ระรินเอ่ยถามเสียงงัวเงียก่อนจะซุกหน้าแนบอกชายหนุ่มอย่างหวงหา
เอกวัฒน์หยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องบางที่วางไว้หัวเตียงมากดดู “ตีสองแล้วครับ รินนอนต่อเหอะ พรุ่งนี้มีประชุมที่บริษัทนี่” เขาบอกแล้วแย้มยิ้มอ่อนโยนขณะเอามือลูบผมยาวนุ่มสลวยของคนนอนข้างๆ
“ใช่ค่ะ ประชุมตอนบ่ายๆ รินรู้สึกหนาวยังไงไม่รู้ อยากให้เอกกอดรินแบบนี้ทุกคืนจัง อบอุ่นดี” ร่างบางพูดจบก็แหงนศีรษะรับริมฝีปากของชายหนุ่มที่ประทับจูบชิวหาความหวานล้ำ ลิ้นแลกลิ้นแล้วดูดดื่มอย่างใคร่กระหาย เอกวัฒน์ลูบไล้แผ่นหลังเนียนนวลก่อนเลื่อนลงไปขยำก้นนิ่มงามงอนเบาๆ เขาถอนจุมพิตออกจากริมฝีปากเรียวสวยเพื่อเลื่อนลงมาไซ้ซอกคอระหงด้วยแรงราคะที่คุกรุ่น ร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองกอดก่ายแนบชิดกันใต้ผ้าห่มเนื้อนุ่มสีขาว ระรินเริ่มหายใจติดขัดเพราะไฟราคีเร่าร้อนถูกจุดโชนขึ้นอีกครั้ง
“ตัวรินหอมจังครับ หอมดั่งกุหลาบแย้มบานยามเช้า ผมปรารถนาในตัวคุณเหลือเกิน” ชายหนุ่มนัยน์ตาสีรัตติกาลรำพึงเสียงสั่นเครือ
“เอกน่ะปากหวานอีกแล้ว รินก็มีความสุขมากเลย อา ช่างรู้ใจรินจริงๆ แบบนี้รินคงหลงรักเอกหมดใจแน่ อือ...” ระรินพึมพำพลางครางครวญเมื่อเอกวัฒน์เคลื่อนมือตะปบเคล้นขยำปทุมถันชูชันเต็มแรง ขณะปากก็เลื่อนลงขบเม้มทรวงอกสล้างอีกข้างอย่างตะกรุมตะกรามและถวิลโหยหา ปลายลิ้นหนาตวัดเลียเนื้อเนินอกขาวราวกับกระหายมาแรมปี เขาดูดเน้นหนักหน่วงจนเกิดรอยจ้ำแดงกระจายทั่วดอกบัวคู่สวย บัดนี้อารมณ์พิศวาสของทั้งคู่โหมกระหน่ำดุจพายุคลั่งในมหาสมุทรก็มิปาน
“ผมก็มีความสุขเช่นกันครับ คุณเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในชีวิตผมเลย โอว หน้าอกงามนัก รินจ๋า ผมจะปรนเปรอให้คุณมีความสุขอีกรอบนะ” เมื่อหนุ่มวัยอ่อนกว่ากล่าวจบก็ไล้ลิ้นเลียมาตามเนื้อหนังหน้าท้องแบนราบ แล้วค่อยๆ ดำดิ่งลงหาเนินสวรรค์อวบอูมหวานหยาดเยิ้ม มือคลึงบี้ปลายถันหมายจะพาหญิงร่างระหงล่องลอยสู่วิมานฉิมพลีที่พร่างพราย รสสัมผัสแสนวาบหวามทำให้เธอครวญครางอู้อี้อืออาในลำคอ เป็นเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสุขรัญจวนสยิวซ่าน กระทั่งเขาซุกหน้าละเลงลิ้มร่องฉ่ำที่ปกคลุมด้วยปุยไหมนานเนิ่นจนร่างเนียนบิดเร่าแทบขาดใจแดดิ้น
“เอกจ๋า...รินทนไม่ไหวแล้ว รินต้องการเอกเหลือเกิน” เสียงร้องกระเส่าปลุกเร้าอารมณ์ทำให้ชายหนุ่มเริงโรจน์เร่าร้อน โดยไม่ต้องรอให้เรียกซ้ำ มือแกร่งทั้งสองข้างพลันจับเรียวขางามแยกออกทันใด เขาสอดใส่สัญลักษณ์ของบุรุษเพศเข้าสำรวจหลืบถ้ำแห่งความเร้นลับและน่าค้นหา แล้วโถมตัวทาบทับเหนือร่างบางก่อนจะค่อยๆ กระแทกให้เร็วขึ้นและแรงขึ้น ความสุขสมเสน่หาลอยอบอวลเลอค่าไปตามลีลาร่วมรักที่ร้อนแรง ทั้งสองแลกจูบกันอย่างกระสันลึกล้ำ แต่ละท่วงท่าเฉียดใกล้ภาวะจุดสุดยอดหลายครั้งหลายครา ทว่าทั้งคู่ก็ยังไม่ยอมเสร็จถึงฝั่งฝัน ต่างอ้อยอิ่งและปรารถนาตักตวงอารมณ์ในห้วงโลกีย์ให้ยาวนานเพื่อรอจะเดินทางไปสู่ฟากฟ้าปลายฝันร่วมกัน
“ริน...ผมใกล้แล้ว คุณต้องเป็นของผมคนเดียวนะ อูว” เอกวัฒน์สูดปากขณะเร่งจังหวะให้กระชั้นหนักขึ้น ระรินตอบสนองทันใดโดยกระหวัดขารัดเอวแกร่งเพื่อหยั่งลึกถึงลำเนื้อความเป็นชายไว้แน่น ชายหนุ่มรีบประกบปากดูดกลืนเสียงร้องร่ำที่ใกล้ทะลักล้นของฝ่ายหญิงทันที ต่างฝ่ายต่างกอดรัดกันแน่นเตรียมเติมเต็มให้กันและกัน และแล้วทั้งสองก็บิดร่างเกร็งก่อนจะทะยานหวิวถึงจุดหฤหรรษ์พร้อมกันในที่สุด
ระรินนอนอ่อนระทวยหมดแรงและหอบหายใจระโรย เธอมองชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีที่นอนเคียงข้างด้วยความรู้สึกเปี่ยมสุขอย่างยากบรรยายด้วยบทกวีใดๆ ใบหน้าหล่อเข้มดุจเทพบุตรช่างคมคายสมชายชาตรี คิ้วดกดำโค้งโก่งเป็นคันศรพระราม จมูกโด่งเป็นสันสอดรับกับเรียวปากอิ่มได้รูป ผิวสีน้ำผึ้งแบบคนไทยขนานแท้ แถมร่างกายก็กำยำแข็งแรงดั่งนักรบโบราณ เห็นแล้วทำให้ยากจะอดใจอยู่นิ่งเฉยได้ อยากสัมผัสเคลียคลอทั้งวันทั้งคืน ระรินมองชายหนุ่มที่ไว้ผมรากไทรปรกไหล่สีดำขลับอย่างหลงใหลปลาบปลื้ม เกิดความรู้สึกว่าอยากให้เขาเป็นของเธอคนเดียวตลอดไป
“เอกรักรินบ้างไหมคะ หรือแค่ชอบเรื่องบนเตียงเท่านั้น” ร่างขาวเปลือยกระซิบถามข้างหูก่อนจะหอมแก้มหนุ่มรุ่นน้องฟอดหนึ่ง
ชายหนุ่มนิ่งอึ้งชั่วครู่ด้วยไม่มีถ้อยคำใดจะตอบให้กระจ่างแจ้ง เหมือนว่าความรู้สึกต่างๆ นานาวิ่งพล่านไร้ทิศทางและไร้ทำนองจะบอกกล่าว
“ไม่รู้สิ ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมรักใคร” เอกวัฒน์ตอบเนือยๆ ด้วยรู้สึกอ่อนเปลี้ย จากนั้นเขาก็โอบแขนกอดระรินเพื่อให้ไออุ่น แผงอกหนาเบียดชิดหน้าอกอวบคู่สวยแทบหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน
“รินคงแก่เกินกว่าที่เอกจะรักสินะ หรือไม่ก็คงอายเวลาเดินควงกับหญิงอายุคราวพี่คราวแม่ เรื่องนี้รินเข้าใจดี” น้ำเสียงคนพูดสื่อออกมาเสมือนประชดประชันและเจือความน้อยใจ
“ไม่ใช่อย่างนั้น รินยังดูสาวดูสวยเสมอ หน้าตาก็อ่อนกว่าวัย หุ่นยังเซ็กซี่น่าฟัด แถมเวลาคุณยิ้มก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดจนหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ต้องเหลียวมองกันขวับ รินยังดูไม่แก่เลยนะ ดูสิ ไม่เห็นมีตีนกาสักรอยเลย” ตอนนี้ชายหนุ่มตื่นเต็มตาแล้ว ความง่วงงุนปลาสนาการหายเป็นปลิดทิ้ง
“ทำมาเป็นปากหวานพูดเอาใจ รินไม่หลงกลหลงคารมเอกง่ายๆ หรอก ถามจริงๆ เอกรู้สึกยังไงกับรินกันแน่” คนถามนิ่งรอฟังคำตอบด้วยใจจดจ่อ
“เออ...คือ...ก็รู้สึกดีครับ ดีมากๆ เลย แบบว่า...เออ...ยามอยู่ใกล้รินแล้วมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก” เอกวัฒน์อ้ำอึ้งตอบแล้วกระชับอ้อมกอดที่โอบร่างเปลือยแน่นขึ้น
“แค่นี้เหรอ เอาเป็นว่ารินไม่อยากรู้ล่ะ งั้นปิดไฟนอนกันดีกว่า จะตีสี่แล้ว น่าจะหลับได้สักสองสามชั่วโมง เดี๋ยวจะตื่นสายกัน พรุ่งนี้ช่วงหัวค่ำยังต้องไปงานเปิดตัวสินค้าใหม่ของบริษัทเพื่อนรินอีก เอกไปด้วยกันไหมล่ะ” ระรินเปลี่ยนเรื่องคุยแล้วลองออกปากชวนแบบทีเล่นทีจริง
“คุณก็รู้นี่ว่าผมไม่ชอบงานสังคมแวดวงไฮโซพวกนี้ ขี้เกียจปั้นหน้ามารยาสาไถย คุณไปคนเดียวเหอะ ผมขออยู่ห้องทำงานดีกว่า ลูกค้าเจ้าหนึ่งอยากเปลี่ยนโลโก้ใหม่ งานเร่งซะด้วยสิ” ชายหนุ่มหาเหตุผลปฏิเสธแบบถนอมน้ำใจคนชวน เพราะตั้งแต่รู้จักคบหากันมาร่วมสามเดือน ระรินได้เอ่ยชวนเขาออกงานสังคมต่างๆ หลายครั้ง ซึ่งเขาก็บอกปัดหรือปฏิเสธไปทุกครั้งเช่นกัน
ที่จริงระรินรู้คำตอบดีอยู่แล้วว่าเขาจะพูดเช่นไร ทว่าเธอก็อยากชวนดูเผื่อเขาจะเปลี่ยนใจอยากออกงานสังคมบ้าง
“แบบนี้ทุกที พ่อคนมีโลกส่วนตัว ชวนไปงานไหนๆ มักหาเหตุไม่ว่างตลอด แต่พอชวนดื่มหรือชวนเข้าโรงแรมกลับว่างแทบจะทันทีทันใด สงสัยรินเป็นแค่ที่บำบัดความใคร่ชั่วคราวของเอกเท่านั้นมั้ง” ระรินตัดพ้อด้วยความน้อยใจเต็มประดา
“ไม่ใช่แบบนั้น ผมไม่ว่างจริงๆ รินอย่าคิดมากสิ ผมง่วงแล้ว เรานอนกันเถอะ” เอกวัฒน์พยายามตัดบทดื้อๆ เพราะรู้ว่าอธิบายไปก็เปล่าประโยชน์ คุยไปคุยมาเดี๋ยวลงเอยด้วยการทะเลาะกันแน่ๆ ทั้งไม่มีอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียงกับร่างเพรียวบางที่นอนกอดอยู่สักเท่าไร
“นอนก็นอน ถ้าเอกตื่นช่วยปลุกรินด้วยนะคะ”
“ได้ครับ จะปลุกตอนเจ็ดโมงเช้าเลย พร้อมกาแฟร้อนๆ หอมกรุ่นตั้งรอ แต่ตอนนี้ขอจุ๊บปากรินก่อนหลับสักหน่อย เห็นปากคุณทีไร ผมแทบคลั่งทุกที อยากประคองจูบให้นานแสนนาน” เขาโน้มหน้าลงมาจูบปากเธอทันที มือพลันเลื่อนมาเกาะกุมหน้าอกนูนผ่องของคู่นอนต่างวัยอย่างเคยชิน
“ฝันดีนะคะ พ่อคนมีโลกส่วนตัว” ระรินกระซิบกระซาบหลังจากที่เขาถอนจุมพิต
“ฝันดีจ้า คนงาม” ชายหนุ่มพึมพำเบาๆ
..........
นั่นก็คือ วันวาเลนไทน์ Valentine
วันวาเลนไทน์ หรือวันนักบุญวาเลนไทน์ หรือที่รู้จักกันว่า "วันแห่งความรัก" นั้น
เป็นวันที่คู่รักจะบอกความในใจของกันและกัน อาจจะโดยการส่งการ์ด มอบดอกไม้ มอบตุ๊กตา
หรือพากันไปท่องเที่ยวในสถานที่หวานแหววโรแมนติกสุดประทับใจ
สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์คือ เทพเจ้าคิวปิด ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรักดั้งเดิมของชาวโรมัน
โดยมีร่างกายเป็นเด็กทารกติดปีก กำลังโก่งคันศรทองเล็งไปยังหัวใจของผู้คน
ตามตำนานของกรีกและโรมันพูดถึงคิวปิดว่า...
เป็นบุตรของมาร์ (เทพเจ้าของสงคราม) และ วีนัส (เทพเจ้าแห่งความรักและความงาม)
***
ช่วงนี้...ชีวิตยังวุ่นๆ หลายอย่าง ตรุษจีนก็กลับไปบ้านเพื่อไหว้บรรพบุรุษ
ครั้นกลับมาถึงเมืองหลวง เปิดเมล์ก็มีงานฟรีแลนซ์ส่งมาให้ทำสองเรื่อง
ทำให้ไม่ใคร่มีเวลามาอัพบล็อก หรือลงขายหนังสือมือสองที่ร้าน Life Book
อีกทั้ง "ปลวก" ก็ยกทัพมาราวีหนังสือตามชั้นถึงในห้อง มันกัดกินหนังสือเสียหายไปหลายเล่ม
ซึ่งก็ตั้งใจว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ทว่าคงต้องจัดการเรื่องงานให้หมดห่วงและเสร็จสิ้นก่อน
ฉะนั้น จึงขอเอาเนื้อหาของ นิยาย ที่ริเริ่มลองเขียนมาลงให้อ่านคั่นเวลาไปพลางๆ
ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถเขียนจนจบเป็นเล่มๆ ได้หรือไม่...ทว่าที่ลองเขียนนั้น
เพราะมีความรู้สึกรู้สาอะไรบางอย่างที่ฉาบฉวย ตะขิดตะขวงใจกับบางสิ่งที่เป็นไป...
ลองๆ ฝืนใจอ่านกันดู หรือไม่อ่านก็แล้วแต่ตามเจตจำนง (ยังต้องขัดเกลาอีก แค่ร่างๆ ไว้)
หมายเหตุ : อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ไม่ควรอ่าน เพราะอ่านหนังสือเรียนดีกว่าครับ
นิยายรักไม่มีชื่อ
บทนำ
อากาศในห้องสวีทของโรงแรมระดับหรูกลางเมืองหลวงหนาวกำลังพอเหมาะ ท้องฟ้านอกผนังกระจกขนาดใหญ่บานใสมืดสลัวคล้ายว่านางฟ้าดึงม่านสีดำบังซ่อนความงามไว้ ขณะในห้องมีเพียงแสงนวลเรื่อจากโคมไฟเหนือหัวเตียงสาดรางๆ ชายหนุ่มนอนตะแคงมองใบหน้าขาวเนียนของหญิงวัยสามสิบปลายๆ อย่างพินิจ จวบสามเดือนแล้วที่ทั้งสองคบหาและมีสัมพันธ์สวาทกัน หากแต่ความสัมพันธ์นั้นหาใช่ความรักฉันหนุ่มสาวคราวเบญจเพศเช่นทั่วไป เพราะวัยที่ห่างกัน ฐานะก็ต่างกัน ตลอดจนวิถีชีวิตที่ต่างกัน จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้สถานภาพของทั้งสองถูกตีขอบเขตแค่คู่นอนยามเหงาเปล่าเปลี่ยวเท่านั้น
ชายหนุ่มขยับกายเล็กน้อยแล้วหอมหน้าผากมนของหญิงวัยกลางคนอย่างแผ่วเบาด้วยกลัวว่าเธอจะตื่น ลมหายใจหอมละมุนรินรดหน้าอกแกร่งทำให้เขาอยากจุมพิตริมฝีปากสวยยิ่งนัก แม้ผู้หญิงที่นอนหลับพริ้มพักตร์ตรงหน้าอายุจะใกล้เลขสี่ก็ตามที ทว่าความสวยยังฉายฉานแจ่มยิ่งกว่าสาวแรกดรุณี รูปร่างทรวดทรงก็บอบบางอรชรน่าเชยชมพรมไล้ ผิวพรรณขาวละเอียดดุจหิมะธิเบต ทั้งหน้าอกก็ยังยั่วยวนเต่งตึงเต็มมือ
“อ้าว เอกตื่นแล้วเหรอคะ นี่ตีไรแล้วล่ะ” ระรินเอ่ยถามเสียงงัวเงียก่อนจะซุกหน้าแนบอกชายหนุ่มอย่างหวงหา
เอกวัฒน์หยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องบางที่วางไว้หัวเตียงมากดดู “ตีสองแล้วครับ รินนอนต่อเหอะ พรุ่งนี้มีประชุมที่บริษัทนี่” เขาบอกแล้วแย้มยิ้มอ่อนโยนขณะเอามือลูบผมยาวนุ่มสลวยของคนนอนข้างๆ
“ใช่ค่ะ ประชุมตอนบ่ายๆ รินรู้สึกหนาวยังไงไม่รู้ อยากให้เอกกอดรินแบบนี้ทุกคืนจัง อบอุ่นดี” ร่างบางพูดจบก็แหงนศีรษะรับริมฝีปากของชายหนุ่มที่ประทับจูบชิวหาความหวานล้ำ ลิ้นแลกลิ้นแล้วดูดดื่มอย่างใคร่กระหาย เอกวัฒน์ลูบไล้แผ่นหลังเนียนนวลก่อนเลื่อนลงไปขยำก้นนิ่มงามงอนเบาๆ เขาถอนจุมพิตออกจากริมฝีปากเรียวสวยเพื่อเลื่อนลงมาไซ้ซอกคอระหงด้วยแรงราคะที่คุกรุ่น ร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองกอดก่ายแนบชิดกันใต้ผ้าห่มเนื้อนุ่มสีขาว ระรินเริ่มหายใจติดขัดเพราะไฟราคีเร่าร้อนถูกจุดโชนขึ้นอีกครั้ง
“ตัวรินหอมจังครับ หอมดั่งกุหลาบแย้มบานยามเช้า ผมปรารถนาในตัวคุณเหลือเกิน” ชายหนุ่มนัยน์ตาสีรัตติกาลรำพึงเสียงสั่นเครือ
“เอกน่ะปากหวานอีกแล้ว รินก็มีความสุขมากเลย อา ช่างรู้ใจรินจริงๆ แบบนี้รินคงหลงรักเอกหมดใจแน่ อือ...” ระรินพึมพำพลางครางครวญเมื่อเอกวัฒน์เคลื่อนมือตะปบเคล้นขยำปทุมถันชูชันเต็มแรง ขณะปากก็เลื่อนลงขบเม้มทรวงอกสล้างอีกข้างอย่างตะกรุมตะกรามและถวิลโหยหา ปลายลิ้นหนาตวัดเลียเนื้อเนินอกขาวราวกับกระหายมาแรมปี เขาดูดเน้นหนักหน่วงจนเกิดรอยจ้ำแดงกระจายทั่วดอกบัวคู่สวย บัดนี้อารมณ์พิศวาสของทั้งคู่โหมกระหน่ำดุจพายุคลั่งในมหาสมุทรก็มิปาน
“ผมก็มีความสุขเช่นกันครับ คุณเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในชีวิตผมเลย โอว หน้าอกงามนัก รินจ๋า ผมจะปรนเปรอให้คุณมีความสุขอีกรอบนะ” เมื่อหนุ่มวัยอ่อนกว่ากล่าวจบก็ไล้ลิ้นเลียมาตามเนื้อหนังหน้าท้องแบนราบ แล้วค่อยๆ ดำดิ่งลงหาเนินสวรรค์อวบอูมหวานหยาดเยิ้ม มือคลึงบี้ปลายถันหมายจะพาหญิงร่างระหงล่องลอยสู่วิมานฉิมพลีที่พร่างพราย รสสัมผัสแสนวาบหวามทำให้เธอครวญครางอู้อี้อืออาในลำคอ เป็นเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสุขรัญจวนสยิวซ่าน กระทั่งเขาซุกหน้าละเลงลิ้มร่องฉ่ำที่ปกคลุมด้วยปุยไหมนานเนิ่นจนร่างเนียนบิดเร่าแทบขาดใจแดดิ้น
“เอกจ๋า...รินทนไม่ไหวแล้ว รินต้องการเอกเหลือเกิน” เสียงร้องกระเส่าปลุกเร้าอารมณ์ทำให้ชายหนุ่มเริงโรจน์เร่าร้อน โดยไม่ต้องรอให้เรียกซ้ำ มือแกร่งทั้งสองข้างพลันจับเรียวขางามแยกออกทันใด เขาสอดใส่สัญลักษณ์ของบุรุษเพศเข้าสำรวจหลืบถ้ำแห่งความเร้นลับและน่าค้นหา แล้วโถมตัวทาบทับเหนือร่างบางก่อนจะค่อยๆ กระแทกให้เร็วขึ้นและแรงขึ้น ความสุขสมเสน่หาลอยอบอวลเลอค่าไปตามลีลาร่วมรักที่ร้อนแรง ทั้งสองแลกจูบกันอย่างกระสันลึกล้ำ แต่ละท่วงท่าเฉียดใกล้ภาวะจุดสุดยอดหลายครั้งหลายครา ทว่าทั้งคู่ก็ยังไม่ยอมเสร็จถึงฝั่งฝัน ต่างอ้อยอิ่งและปรารถนาตักตวงอารมณ์ในห้วงโลกีย์ให้ยาวนานเพื่อรอจะเดินทางไปสู่ฟากฟ้าปลายฝันร่วมกัน
“ริน...ผมใกล้แล้ว คุณต้องเป็นของผมคนเดียวนะ อูว” เอกวัฒน์สูดปากขณะเร่งจังหวะให้กระชั้นหนักขึ้น ระรินตอบสนองทันใดโดยกระหวัดขารัดเอวแกร่งเพื่อหยั่งลึกถึงลำเนื้อความเป็นชายไว้แน่น ชายหนุ่มรีบประกบปากดูดกลืนเสียงร้องร่ำที่ใกล้ทะลักล้นของฝ่ายหญิงทันที ต่างฝ่ายต่างกอดรัดกันแน่นเตรียมเติมเต็มให้กันและกัน และแล้วทั้งสองก็บิดร่างเกร็งก่อนจะทะยานหวิวถึงจุดหฤหรรษ์พร้อมกันในที่สุด
ระรินนอนอ่อนระทวยหมดแรงและหอบหายใจระโรย เธอมองชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีที่นอนเคียงข้างด้วยความรู้สึกเปี่ยมสุขอย่างยากบรรยายด้วยบทกวีใดๆ ใบหน้าหล่อเข้มดุจเทพบุตรช่างคมคายสมชายชาตรี คิ้วดกดำโค้งโก่งเป็นคันศรพระราม จมูกโด่งเป็นสันสอดรับกับเรียวปากอิ่มได้รูป ผิวสีน้ำผึ้งแบบคนไทยขนานแท้ แถมร่างกายก็กำยำแข็งแรงดั่งนักรบโบราณ เห็นแล้วทำให้ยากจะอดใจอยู่นิ่งเฉยได้ อยากสัมผัสเคลียคลอทั้งวันทั้งคืน ระรินมองชายหนุ่มที่ไว้ผมรากไทรปรกไหล่สีดำขลับอย่างหลงใหลปลาบปลื้ม เกิดความรู้สึกว่าอยากให้เขาเป็นของเธอคนเดียวตลอดไป
“เอกรักรินบ้างไหมคะ หรือแค่ชอบเรื่องบนเตียงเท่านั้น” ร่างขาวเปลือยกระซิบถามข้างหูก่อนจะหอมแก้มหนุ่มรุ่นน้องฟอดหนึ่ง
ชายหนุ่มนิ่งอึ้งชั่วครู่ด้วยไม่มีถ้อยคำใดจะตอบให้กระจ่างแจ้ง เหมือนว่าความรู้สึกต่างๆ นานาวิ่งพล่านไร้ทิศทางและไร้ทำนองจะบอกกล่าว
“ไม่รู้สิ ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมรักใคร” เอกวัฒน์ตอบเนือยๆ ด้วยรู้สึกอ่อนเปลี้ย จากนั้นเขาก็โอบแขนกอดระรินเพื่อให้ไออุ่น แผงอกหนาเบียดชิดหน้าอกอวบคู่สวยแทบหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน
“รินคงแก่เกินกว่าที่เอกจะรักสินะ หรือไม่ก็คงอายเวลาเดินควงกับหญิงอายุคราวพี่คราวแม่ เรื่องนี้รินเข้าใจดี” น้ำเสียงคนพูดสื่อออกมาเสมือนประชดประชันและเจือความน้อยใจ
“ไม่ใช่อย่างนั้น รินยังดูสาวดูสวยเสมอ หน้าตาก็อ่อนกว่าวัย หุ่นยังเซ็กซี่น่าฟัด แถมเวลาคุณยิ้มก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดจนหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ต้องเหลียวมองกันขวับ รินยังดูไม่แก่เลยนะ ดูสิ ไม่เห็นมีตีนกาสักรอยเลย” ตอนนี้ชายหนุ่มตื่นเต็มตาแล้ว ความง่วงงุนปลาสนาการหายเป็นปลิดทิ้ง
“ทำมาเป็นปากหวานพูดเอาใจ รินไม่หลงกลหลงคารมเอกง่ายๆ หรอก ถามจริงๆ เอกรู้สึกยังไงกับรินกันแน่” คนถามนิ่งรอฟังคำตอบด้วยใจจดจ่อ
“เออ...คือ...ก็รู้สึกดีครับ ดีมากๆ เลย แบบว่า...เออ...ยามอยู่ใกล้รินแล้วมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก” เอกวัฒน์อ้ำอึ้งตอบแล้วกระชับอ้อมกอดที่โอบร่างเปลือยแน่นขึ้น
“แค่นี้เหรอ เอาเป็นว่ารินไม่อยากรู้ล่ะ งั้นปิดไฟนอนกันดีกว่า จะตีสี่แล้ว น่าจะหลับได้สักสองสามชั่วโมง เดี๋ยวจะตื่นสายกัน พรุ่งนี้ช่วงหัวค่ำยังต้องไปงานเปิดตัวสินค้าใหม่ของบริษัทเพื่อนรินอีก เอกไปด้วยกันไหมล่ะ” ระรินเปลี่ยนเรื่องคุยแล้วลองออกปากชวนแบบทีเล่นทีจริง
“คุณก็รู้นี่ว่าผมไม่ชอบงานสังคมแวดวงไฮโซพวกนี้ ขี้เกียจปั้นหน้ามารยาสาไถย คุณไปคนเดียวเหอะ ผมขออยู่ห้องทำงานดีกว่า ลูกค้าเจ้าหนึ่งอยากเปลี่ยนโลโก้ใหม่ งานเร่งซะด้วยสิ” ชายหนุ่มหาเหตุผลปฏิเสธแบบถนอมน้ำใจคนชวน เพราะตั้งแต่รู้จักคบหากันมาร่วมสามเดือน ระรินได้เอ่ยชวนเขาออกงานสังคมต่างๆ หลายครั้ง ซึ่งเขาก็บอกปัดหรือปฏิเสธไปทุกครั้งเช่นกัน
ที่จริงระรินรู้คำตอบดีอยู่แล้วว่าเขาจะพูดเช่นไร ทว่าเธอก็อยากชวนดูเผื่อเขาจะเปลี่ยนใจอยากออกงานสังคมบ้าง
“แบบนี้ทุกที พ่อคนมีโลกส่วนตัว ชวนไปงานไหนๆ มักหาเหตุไม่ว่างตลอด แต่พอชวนดื่มหรือชวนเข้าโรงแรมกลับว่างแทบจะทันทีทันใด สงสัยรินเป็นแค่ที่บำบัดความใคร่ชั่วคราวของเอกเท่านั้นมั้ง” ระรินตัดพ้อด้วยความน้อยใจเต็มประดา
“ไม่ใช่แบบนั้น ผมไม่ว่างจริงๆ รินอย่าคิดมากสิ ผมง่วงแล้ว เรานอนกันเถอะ” เอกวัฒน์พยายามตัดบทดื้อๆ เพราะรู้ว่าอธิบายไปก็เปล่าประโยชน์ คุยไปคุยมาเดี๋ยวลงเอยด้วยการทะเลาะกันแน่ๆ ทั้งไม่มีอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียงกับร่างเพรียวบางที่นอนกอดอยู่สักเท่าไร
“นอนก็นอน ถ้าเอกตื่นช่วยปลุกรินด้วยนะคะ”
“ได้ครับ จะปลุกตอนเจ็ดโมงเช้าเลย พร้อมกาแฟร้อนๆ หอมกรุ่นตั้งรอ แต่ตอนนี้ขอจุ๊บปากรินก่อนหลับสักหน่อย เห็นปากคุณทีไร ผมแทบคลั่งทุกที อยากประคองจูบให้นานแสนนาน” เขาโน้มหน้าลงมาจูบปากเธอทันที มือพลันเลื่อนมาเกาะกุมหน้าอกนูนผ่องของคู่นอนต่างวัยอย่างเคยชิน
“ฝันดีนะคะ พ่อคนมีโลกส่วนตัว” ระรินกระซิบกระซาบหลังจากที่เขาถอนจุมพิต
“ฝันดีจ้า คนงาม” ชายหนุ่มพึมพำเบาๆ
..........
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

