5 มีนาคม 2556

คนที่มีค่าที่สุดในชีวิต

ผ่านไปแล้วกับผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ก็ขอแสดงความยินดีกับผู้สมัครที่ได้รับความไว้วางใจและคะแนนเสียงให้ดูแลเมืองหลวง
หวังใจว่าอีก ๔ ปีนับจากนี้ไป...กรุงเทพฯ คงมีสุขภาพที่ดีขึ้น งามขึ้น และน่าอยู่มากขึ้น

Open Life บล็อกที่บรรเลงร่ายแบบเงอะงะ ขรุขระ สะเปะสะปะ และไร้ศิลปะ
คิดๆ อยู่ว่าจะอัพเดทเรื่องอะไรดี? เรื่องปลวกกัดกินหนังสือที่เคยเกริ่นๆ ก็อยากพักไว้ก่อน
เท่าๆ ที่สมองขี้เลื่อยน้อยๆ คิดออกก็อยากเขียนถึงเรื่อง "งานฟรีแลนซ์" เกี่ยวกับหนังสืออีก
ประมาณว่า...ถ้าอยากทำงานฟรีแลนซ์ เป็นฟรีแลนซ์แห่งการงานจริงๆ จะเริ่มต้นยังไง และหางานที่ใด
ไม่ใช่การทำงานผ่านเน็ตวันละสองสามชั่วโมง หรือประชาสัมพันธ์ทางออนไลน์
หรือเจ้าหน้าที่โปรโมทสื่อโฆษณา หรืองาน Online ส่งเมล หรือจะโอนเงินให้ทุกวันที่นั้นที่นี้
โอ้ย...สมอง ไฉนเมลแบบนี้ขยันส่งกันมาจริงๆ ส่งมาได้ทุกๆ วันซะด้วย (เห้ออออ)

วันนี้...ได้อ่านข้อความที่แชร์มาจาก facebook 
เรื่องหนึ่งที่ให้รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เอมอาบในอารมณ์
จำได้เลาๆ ว่าเคยอ่านผ่านๆ ตามาแล้ว เมื่ออ่านจบ--
ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผมอยากทำงานฟรีแลนซ์อยู่กับห้อง 
หรืออยู่กับบ้าน แม้นผมจะยังไม่มีเมีย ไม่มีลูกก็ตาม ทว่ามีคนรัก
ทว่าก็เล็งเห็นและให้ความสำคัญกับสถานะความเป็นครอบครัว
หลายคนอาจอยู่นอกบ้านมากกว่าในบ้าน 
หรือทำงานหนักเหนื่อยจนไม่มีเวลาให้กับลูกๆ

มาอ่านเรื่องราวที่เกริ่นๆ กันเถอะ ซึ่งชื่อเรื่องคือ 20 เหรียญ กับคนที่มีค่าที่สุดในชีวิต
เพราะเท่าที่ลองค้นๆ ดูนั้น เรื่องสั้นๆ นี้น่าจะมาจากหนังสือ ความรักทรงกลม  

***

ชายหนุ่มคนหนึ่งเลิกงานและกลับเข้าบ้านช้า ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า
และพบว่าลูกชายวัย 5 ขวบรอคุณพ่ออยู่ที่หน้าประตู

ลูก "พ่อครับ ผมมีคำถามถามพ่อข้อหนึ่งน่ะ"
พ่อ "ว่ามาสิลูก, อะไรเหรอ"
ลูก "พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่"
"ไม่ใช่กงการอะไรของลูกนี่, ทำไมถามอย่างนี้ล่ะ" พ่อตอบด้วยความโมโห
"ผมอยากรู้จริงๆ โปรดบอกผมเถอะ พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่" ลูกพูดร้องขอ
พ่อ "ถ้าจำเป็นจะต้องรู้ละก็ พ่อได้ชั่วโมงละ 20 เหรียญ"
"โอ.." ลูกอุทานพลันคอตก แล้วพูดกับพ่ออีกครั้ง
ลูก "พ่อครับ ผมอยากขอยืมเงิน 10 เหรียญ"
พ่อกล่าวด้วยอารมณ์
พ่อ "นี่เป็นเหตุผลที่แกถาม เพื่อจะขอเงิน แล้วไปซื้อของเล่นโง่ๆ
หรืออะไรที่ไม่เข้าท่าหรอกเหรอ รีบขึ้นไปนอนเลยนะ แล้วลองคิดดูว่าแกน่ะ
เห็นแก่ตัวมาก พ่อทำงานหนักตั้งหลายๆ ชั่วโมงทุกวัน
และไม่มีเวลาสำหรับเรื่องเด็กๆ ไร้สาระอย่างนี้หรอก"

เด็กน้อยเงียบลง ก่อนจะเดินขึ้นไปที่ห้องนอนแล้วปิดประตู 
ชายหนุ่มนั่งลงและยังโกรธอยู่กับคำถามของลูกชาย 
ลูกกล้าที่จะถามคำถามนั้น เพื่อจะขอเงินได้อย่างไร
หลังจากนั้นเกือบชั่วโมงอารมณ์ชายหนุ่มก็เริ่มสงบลง 

และเริ่มคิดถึงสิ่งที่ทำลงไปกับลูกชายตัวน้อย 
บางทีลูกอาจจำเป็นต้องใช้เงิน 10 เหรียญนั้นจริงๆ
และลูกก็ไม่ได้ขอเงินเขาบ่อยนัก ชายหนุ่มจึงเดินขึ้นไปบนห้องนอนของลูกแล้วเปิดประตู


พ่อ "หลับหรือยังลูก"
ลูก "ยังครับ"
พ่อ "พ่อมาคิดดู เมื่อกี้พ่ออาจทำหรือพูดรุนแรงกับลูกเกินไป
นานแล้วนะที่พ่อไม่ได้คลุกคลีกับลูก เอ้า นี่เงิน 10 เหรียญที่ลูกขอ"
เด็กน้อยลุกขึ้นนั่งอย่างดีใจ
ลูก "ขอบคุณครับพ่อ"

ว่าแล้วลูกชายก็ล้วงลงไปใต้หมอนหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมา แล้วนับช้าๆ
ผู้เป็นพ่อเห็นดังนั้นก็โกรธขึ้นมาอีกครั้ง
พ่อ "ก็มีเงินแล้วนี่ แล้วมาขออีกทำไม"
ลูก "เพราะผมมีไม่พอครับ แต่ตอนนี้ผมมีครบแล้ว
พ่อครับ ตอนนี้ผมมีเงินครบ 20 เหรียญแล้ว ผมขอซื้อเวลาพ่อชั่วโมงหนึ่ง
….พรุ่งนี้พ่อกลับบ้านเร็วๆ นะครับ ผมอยากกินข้าวเย็นกับพ่อ…"

***

ชีวิตของคนเราเติบโตขึ้นมาด้วยการหล่อเลี้ยงของความอาทร และความเกื้อกูลซึ่งกันและกันมากมาย
เมื่อเราลืมตาดูโลก ก็เห็นรอยยิ้มต้อนรับอันอบอุ่นและละมุนใจของผู้เป็นพ่อแม่ของเรา
ความรักของท่านกลั่นจากหัวใจที่ขยายกว้างไม่มีที่สิ้นสุด
เหมือนดั่งทรงกลมที่ขยายจากศูนย์กลาง กว้างออกไปได้เรื่อยๆ จึงให้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ให้อย่างไร้ข้อแม้ ให้อย่างไร้เงื่อนไข และให้อย่างไร้กาลเวลา
ความรักของพ่อแม่จึงเป็นรักแท้ที่บริสุทธิ์ ใส สะอาด โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน
ส่งใจส่งความรักถึงท่าน แล้วน้อมเคารพบูชาท่าน ด้วยการมอบสิ่งดีๆ ให้ท่านอย่างสุดหัวใจ
เพราะท่านเป็นดั่ง “พระในบ้าน” ของลูก

.

24 กุมภาพันธ์ 2556

กรุงเทพสุดฤทธิ์ ร่วมกับสุหฤท สร้างเซอร์ไพรส์

อย่างที่เกริ่นไว้ในบทก่อนว่า...ถ้าผมมีสิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ได้ ผมจะขอเลือก--
หมายเลข 17  สุหฤท สยามวาลา

เพราะนับเป็นอีกคนหนึ่งที่สร้างสีสันให้กับ
กรุงเทพมหานคร (กทม.) ไม่ใช่น้อย
เมื่อตัดสินใจออกมาประกาศอาสา
ขอรับใช้ประชาชนลงท้าชิงในตำแหน่ง
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
สำหรับ โต้-สุหฤท สยามวาลา
และด้วยบุคลิกที่มีหลากหลายด้าน
จึงมีผู้นิยามให้กับ โต้-สุหฤทไปต่างๆ นานา
ไม่ว่าจะเป็น...วัยรุ่นที่มีอายุแก่ที่สุด 
ผู้บริหารเฟี้ยวเงาะ 
ดีเจอินดี้ตัวพ่อ 
หรือผู้ชายที่รักภรรยาที่สุดในจักรวาล
 

สโลแกน “กรุงเทพสุดฤทธิ์ ร่วมกับสุหฤท สร้างเซอร์ไพรส์” 

ปัจจุบัน โต้-สุหฤทดำรงตำแหน่งผู้บริหาร บริษัท ดี เอช เอ สยามวาลา จำกัด
ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว เป็นผู้บริหารรุ่นที่ 4 ของตระกูลสยามวาลา
มีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่องเขียนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ
อาทิเช่น แฟ้มตราช้าง, ปากกา Cross, ปากกา Quantum, สี Master Art 

ซึ่งเป็นบริษัทที่มีอายุยาวนานกว่า 100 ปี
      
ขณะเดียวกันชีวิตอีกด้านหนึ่งของ โต้-สุหฤท ก็เรียกว่าสุดฤทธิ์ คล้ายแคมเปญที่ออกมาจากเขา
เพราะเอาแค่สไตล์แต่งตัวก็เรียกความน่าสนใจได้อย่างมาก
นอกจากนั้น เขายังเป็นนักร้องนำแห่งวง ‘ครับ’ วงดนตรีอินดี้ที่ดังที่สุดเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว
เขาคือดีเจขวัญใจเด็กแนวแห่งคลื่น Fat Radio
เขาคือพ่อมดอิเล็กทรอนิกส์ ผู้บุกเบิกแนวเพลง Electronica
จากเดิมที่ไม่มีคนรู้จักจนกลายเป็นเพลงที่ขาดไม่ได้ในยามค่ำคืน
และมีภาพลักษณ์ที่เป็นผู้บริหารที่มีความเป็นสมัยใหม่
   
สุหฤท สยามวาลา หมายเลขเบอร์ 17      
“เชื่อแบบเดิม เลือกแบบเดิม ได้กรุงเทพฯ แบบเดิม”

   
 **นโยบาย 12 ข้อของสุหฤท**
    
       1. ทุกชีวิตต้องปลอดภัยบนทางเท้า เพราะทางเท้าเป็นที่สาธารณะที่ขาดการดูแล
ซึ่งความปลอดภัยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพวกแผงลอย หาบเร่เพียงอย่างเดียว
ปัญหาเช่น ทางเท้าตะปุ่มตะป่ำ ป้ายที่รกเต็มเมืองไปหมด เรื่องแสงสว่างต่างๆ
นี่ก็คือภาพรวมของความปลอดภัย แต่ที่สร้างปัญหาให้คนกทม.มากที่สุดคงเป็นเรื่องหาบเร่ แผงลอย
จะมีวิธีจัดการ 2 แบบคือ การจัดการแบบเด็ดขาด หรืออีกวิธีคือใช้วิธีประนีประนอมค่อยพูดค่อยจากัน
แต่ว่าต้องยึดทุกอย่างภายใต้กรอบกฎหมาย แน่นอนว่าคงจะทำให้บางคนต้องเดือดร้อน
แต่คงไม่มีกติกาสังคมใดทำให้คนทุกคนชอบไปหมดได้ ซึ่งเราก็ต้องให้ทุกคนยึดถือกฎหมาย
ค่อยๆ เข้าไปแก้ไขทีละจุด ทั้งนี้ทั้งนั้นกลยุทธ์ของแต่ละที่จะใช้ไม่เหมือนกัน
เช่นแต่ละที่เราต้องรู้ว่าใครมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่บ้าง ต้องค่อยๆ เข้าไปจัดการ
อย่างประเทศสิงคโปร์ใช้เวลาเป็น 10 ปีกว่าจะแก้ไขเรื่องนี้ได้
แต่ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องเริ่มนับหนึ่งให้ได้ก่อน ฉะนั้นทางเท้าควรจะเป็นที่ให้เดินได้อย่างปลอดภัย
      
       2. เริ่มแก้ปัญหาจราจรจากศูนย์ ทำไมกองทัพมดถึงไม่เคยมีปัญหาจราจร
เราต้องกล้าที่จะ “ช่วยกันดูแลระเบียบจราจร” ก็คือ เราชอบที่จะพูดเรื่องอะไรที่มันใหญ่โต
เช่น ให้กทม.เลิกรถติด สร้างโครงการใหญ่เพิ่ม ฉะนั้นง่ายๆ คือขอให้ทุกคนทำตามกฎจราจรก่อน
ประชาชนทุกคนจะรู้ว่าปัญหาของตัวเองอยู่ตรงไหน จะรู้ว่าเส้นทางไหนขวางทางหรือติดขัด
จะรู้ว่าเวลารถตู้จอดสองเลนเป็นอย่างไร ฉะนั้นเราต้องเริ่มเคารพกฎจราจร
มีการรณรงค์ในวันจันทร์ พุธ ศุกร์ หลังจากนั้นทุกคนจะช่วยกันถ่ายรูปปัญหาบนท้องถนนที่ทุกคนพบเจอมา
แล้วส่งมาทางเว็บไซต์ที่เราจะตั้งขึ้นมา เป็นเว็บไซต์ของกทม.ที่ทุกคนจะสามารถดาวโหลดได้
โดยรถแต่คันจะมีตำแหน่ง GPS บอกอยู่ แล้วจากนั้นก็จะส่งไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ดูแลจราจรโดยเฉพาะ
นี่จึงเป็นวิธีแก้ปัญหาโดยภาคประชาชนแล้วปัญหาจราจรจะลดลงแบบคาดไม่ถึง
เป็นวิธีที่ไม่ต้องลงทุนอะไรด้วย
      
       3. ขยะแลกสวนสาธารณะ ขยะเกือบหมื่นตันต่อวัน ช่วยกันเปลี่ยนมันเป็นเงิน
แล้วเอาเงินนั้นมาใช้สร้างสวนสาธารณะของพวกเรา ผมคิดว่าเราควรจะแยกถุงขยะเป็นสามสี แดง เหลือง เขียว
ทั้งนี้สำหรับสีแดงก็คือขยะที่ย่อยสลายไม่ได้ เหลืองคือไม่รู้จะเอาไปทำอะไรต่อ
ถ้าเราแน่ใจเราก็ใส่ถังเขียว ดังนั้นต้องมีการจับแยกที่บ้านของตัวเอง
เราต้องเปลี่ยนขยะพวกที่เป็นทรัพย์สินโดยที่เรามีสัมปทานอยู่
เราก็สามารถหารายได้จากขยะตรงนี้ แล้วนำไปสร้างสวนสาธารณะ
       ผมยกตัวอย่างจากตัวเลขจริง ขยะมูลฝอยในกรุงเทพฯ ตก 9,745 ตันต่อวัน
หากนำมารีไซเคิลจะเป็นเงิน 8 บาทต่อกิโลกรัม
แปลว่าเราสามารถแปลงขยะเป็นเงินได้วันละ 77.9 ล้าน
สมมุติหักค่าจัดการต่างๆ ออกไป เหลือกำไร 20% กรุงเทพฯ ก็ยังมีรายได้เพิ่มขึ้น 5,691 ล้านบาทต่อปี
วิธีจัดการก็ง่าย สำรวจพื้นที่สาธารณะ ประเมินค่าใช้จ่าย เปิดให้เอกชนรัฐซื้อขยะ
เพื่อแปรรูปหรือส่งออกต่อไป ทำระบบรายการปริมาณขยะ
เมื่อบรรลุเป้าหมายการขายขยะจึงนำเงินไปสร้างสวนสาธารณะ
      
       4. 50 เขต 50 เสน่ห์ ใช้เสน่ห์ของคนในเขต
เพื่อสร้างชุมชนในฝันให้เด็กๆ ได้เข้าใจชุมชนที่ตัวเองเติบโตมา
หลักคือจะกระจายอำนาจให้กับผู้อำนวยการเขตทุกเขต การที่จะทำให้เศรษฐกิจมันหมุนเวียน
มันไม่ได้อยู่ที่ใดที่หนึ่งของกทม. เรื่องนี้จะเป็นตัวหลักในการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ อย่างหยั่งยืน
ยกตัวอย่าง ลาดกระบังให้ ผอ.ลองทำประชามติ คนลาดกระบังบอกว่าอยากให้เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี
เราก็จำลองเลยว่าจะมีไวไฟ แบบไหนถึงจะเหมาะสม มีพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์
เราสามารถที่จะพาลูกของเราไปเรียนวิทยาศาสตร์ที่เขตลาดกระบังได้ หรือจะเป็นเขตบางรัก
ขอเสนอว่าเป็นดินแดนแห่งความรัก จัดเทศกาล จัดวอล์กกิ้งสตรีท ให้คนมาร่วมสนุกได้
ทั้งนี้จะให้ประชาชนในแต่ละเขตสามารถกำหนดได้ว่าจะออกแบบชุมชนเราให้เป็นแบบไหน
จะเพิ่มแหล่งทำมาหากิน
      
       5. ดูแลโรงเรียนด้วยหัวใจ เราจะต้องช่วยกันดูแลครูให้ดีเพื่อให้ครูได้มีโอกาสสร้าง
“คนกรุงเทพสำหรับอนาคต” พร้อมทั้งเสนอโรงเรียนทางเลือกให้คนกรุง
เพราะเห็นว่าหลายครั้งที่รัฐบาลบริหารโรงเรียนและครูจะหนักไปที่การบริหารงบประมาณ
ไม่ค่อยบริหารเรื่องหัวใจ เราต้องเข้าไปรู้ว่าครูทำงานในแบบใด นอกจากนี้อีกแนวทางหนึ่งที่คิดไว้คือ โรงเรียนทางเลือกคือนำเอาแนวทางโรงเรียนนานาชาติมาปรับให้เข้ากับแบบความเป็นไทย
หลักสูตรของเราจะทัดเทียมเมืองนอก เช่น สิงคโปร์ สวีเดน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ
ซึ่งโรงเรียนทางเลือกถูกรับรองแล้วโดยกฎหมายของทางกระทรวงศึกษาธิการ
ซึ่งเราสามารถจะทำได้และค่อยๆ ทำต่อไป โดยโรงเรียนทางเลือกก็คือ แตกต่างจากหลักสูตรโดยทั่วไป
และบางที่ทำเป็นโรงเรียนสำหรับนักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ จบออกมาก็สายตรงเลย
      
       6. โฆษณาสีเขียว เปลี่ยนโจทย์ให้นักทำโฆษณาอยากโฆษณา 
ต้องกล้ามอบความเขียวคืนให้กับกรุงเทพฯ
คงตรงกับที่ส่วนตัวปฏิเสธการหาเสียงโดยใช้ป้าย มันจะเป็นโจทย์ให้กับนักทำโฆษณา
บริษัทต่างๆ ก็อยากจะส่งเสริมภาพลักษณ์ตัวเองในเรื่องแง่ของสิ่งแวดล้อม
อย่างบริษัท SCG แล้วก็มีโลโก้ของ SCG อยู่ข้างบนต้นไม้ กรุงเทพฯ ก็จะมีรายได้เพิ่ม
ประชาชนเห็นก็จะสบายตาเขียวสวย ถ้าจะทำสถานที่ อาทิ ตอม่อรถไฟฟ้า ใต้ทางด่วน
ถ้าใช้โฆษณาสีเขียวก็จะลดค่าโฆษณาป้ายให้ เมืองสวยขึ้น เอกชนแฮปปี้ ประชาชนแฮปปี้
      
       7. จักรยานไม่ใช่ลูกเมียน้อย
ทำไมผู้ใช้จักรยานในเมืองใหญ่ทั่วโลกไม่ต้องเสี่ยงตายเท่าผู้ใช้จักรยานในกรุงเทพฯ
ซึ่งน่าจะดูแลใส่ใจกับกลุ่มคนเหล่านี้ เพราะพวกเขาช่วยลดปัญหารถติด
พวกเขาช่วยลดปัญหามลพิษ เราควรที่จะสนับสนุน
เราเลยอยากจะทำให้จักรยานเป็นพาหนะหลักเป็นทางเลือกอันหนึ่ง เหมือนรถยนต์และมอเตอร์ไซค์
ถามว่าเราสร้างที่จอดรถให้รถอื่นๆ ได้ ทำไมจะมีที่จอดรถจักรยานบ้างไม่ได้
จักรยานไม่ใช่พาหนะที่จะใช้ออกกำลังกายอย่างเดียว ซึ่งต้องมีทางจักรยานเพิ่มขึ้นด้วย
สามารถขับขี่ไปทำงานได้อย่างปลอดภัย ห้างสรรพสินค้าควรจะมีที่จอดรถจักรยาน
ก่อนจะโดยสารต่อไปด้วยรถไฟฟ้าก็ควรจะมีที่จอดรถจักรยาน ต้องทำให้เป็นทั้งเมือง
ต้องมีการประชุมร่วมกันกับผู้รับผิดชอบจักรยานระดมสมองกัน
      
       8. เครือข่ายการเดินทางสาธารณะ จะต้องเริ่มจากหน้าบ้าน โดยหน้าที่ของกทม. คือ
การดูแลผู้ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะให้ดีตลอดเส้นทางต้องเชื่อมโยงให้ได้ทุกจุด
นี่จะเป็นเรื่องเดียวกับการแก้จราจรจากศูนย์
ผมจะต้องทำจนกว่า คนจะรู้สึกว่าการขับรถไปเองทรมานกว่าการใช้รถสาธารณะ
การแก้ไขปัญหาจราจรถึงจะจบสิ้นและยั่งยืน หน้าบ้านที่พูดไปก็คือ
ตั้งแต่หน้าบ้านเราจะออกไปขึ้นรถวินมอเตอร์ไซด์อย่างไร รถตู้อย่างไร ถึงจะถึงรถไฟฟ้า
จะใช้เวลา 1 ปีในการจะประกาศอนาคตเครือข่ายของกรุงเทพฯ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก
คือถ้าวันหนึ่งคนไม่อยากขับรถแล้ว อยากใช้เดินทางด้วยระบบรถสาธารณะมากขึ้น
รถส่วนตัวก็จะหายไป รถน้อยลงจลาจรก็จะง่ายขึ้นเอง
      
       9. ยกระดับหน่วยกู้ภัยกรุงเทพฯ ให้ทัดเทียมนานาชาติ
เป็นผู้ช่วยเหลือที่ไว้ใจได้ที่สุดในยามฉุกเฉิน อุปกรณ์พร้อม ความสามารถของบุคลากรพร้อม
คือเทศกิจของเราอาจไม่เพียงพอและคนกรุงเทพฯ อาจต้องการความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
อยากจะสนับสนุนหน่วยกู้ภัยทั้งหมดของกรุงเทพฯ เพื่อออกมาเป็นอาสาสมัครทำงานให้คนกรุงฯ 24 ชั่วโมง
ถ้าใครเจ็บป่วยเดือดร้อนก็จะมีคนคอยดูแลให้ ลำพังแค่ตำรวจอย่างเดียวไม่เพียงพอ
ในระดับนานาชาติก็เป็นแบบนี้ทั้งหมด คนในชุมชนก็จะช่วยให้รายได้เขาจากการช่วยกันตรวจตรา
ความปลอดภัยก็จะมีมากขึ้นจากอาสาสมัครเหล่านี้
      
       10. เมืองที่ผู้หญิงอยู่อย่างมีความสุข เมื่อผู้หญิงมีความสุข
ทุกคนในบ้านก็มีความสุขปกป้องให้ปลอดภัย สร้างโอกาสที่จะก้าวหน้า ส่งเสริมในสิ่งที่ชอบ
คือถ้าผู้หญิงในบ้านมีความสุขทุกคนในบ้านก็จะมีความสุขหมดแน่นอน
ฉะนั้นผู้หญิงต้องมีความปลอดภัยในชีวิตของพวกเขา ทั้งกล้อง อาสาสมัคร ที่จะทำให้เขาอุ่นใจ
ผู้หญิงชอบชอปปิ้ง หลังจากเลิกงานมีที่พักผ่อน ส่งเสริมเรื่องการทำสุขภาพให้ดี
ถ้าผู้หญิงในเมืองนี้มีความสุข ความปลอดภัยคนอื่นในกรุงเทพฯต้องมีแน่นอน
      
      11. Lifestyle City / City of Living / Work-Life Balanced / สร้างสมดุลของชีวิตคนกรุงเทพฯ
เมืองต้องการศิลปะทุกหัวระแหง เมืองต้องการพื้นที่สำหรับออกกำลัง
กรุงเทพฯ ต้องสนับสนุนให้ชีวิตของคนในเมืองดีขึ้น
เรื่องนี้ตกใจมากเรื่องเวลาตัวเองรณรงค์เรื่องการหาเสียง
ที่ว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ของคนกรุงเทพฯ ที่มีอยู่อย่างมากมาย เช่น
เอาใบกะเพรา เอาต้นหอม หรือมะเขือเทศมาเรียงเป็นชื่อสุหฤท เบอร์ 17
หรืออย่างมีรถที่ฝุ่นเกาะเต็มไปหมดยังไม่ได้ล้าง คนที่ชื่นชอบเราก็ไปเขียนว่า
คนล้างไม่อยู่ไปโหวตให้สุหฤท พวกนี้ก็จะแชร์ไปในส่วนต่างๆ ของโซเชียลเน็ตเวิร์ก
นี่คือความคิดสร้างสรรค์ที่ถูกซ่อนอยู่และไม่ได้รับการสนับสนุน บางคนสามารถที่จะใช้ชีวิตสองด้านได้
ฉะนั้นเราต้องมีที่ที่ให้คนสามารถมารวมตัวกัน วาดรูป เล่นดนตรี มีงานศิลปะ กีฬา
แสดงออกในด้านต่างๆ ให้อีกด้านหนึ่งชีวิตของเขามีความสุข
      
  12. Bangkok-Emo-Meter 
กรุงเทพฯ เมืองแห่งความเชื่อมโยงแอปพลิเคชั่นเดียวสำหรับการใช้ชีวิตในกรุง
เริ่มตั้งแต่ได้ข้อมูลทันเวลาที่ต้องการไปจนถึงประเมินความพอใจได้ในทุกเรื่อง
ทุกวันนี้คนในกรุงเทพฯ ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนเป็นล้านคน
ผมมองว่าโลกของดิจิตอลมันเดินเร็วมาก ถ้าไม่เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้มันจะไม่ทัน 
เราลองไปดูที่สิงคโปร์ เมืองของเขาสามารถที่จะโหลดแอปพลิเคชั่นให้การใช้ชีวิตในเมืองเขาดีขึ้น
เช่น เราสามารถติด GPS ให้กับรถเมล์ได้ ป้ายรถเมล์ก็จะบอกว่าอีกกี่นาทีรถเมล์สายที่เรารอจะมา
เป็นชีวิตที่วางแผนได้นี่แค่ยกตัวอย่าง แอปพลิเคชั่นที่จะทำจะไประดมสมองจากผู้ที่เชียวชาญ
พวกวัยรุ่นออกมาให้ใช้ประโยชน์ให้กับกรุงเทพฯ เรื่องอื่นได้
เราจึงต้องค่อยๆ ทำเพราะฐานข้อมูลเรายังไม่แน่น

ขอบคุณข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์