28 มิถุนายน 2555

Bottle จำเพื่อลืม ดื่มเพื่อเมา

crack a bottle...เปิดขวดอะไรดีล่ะ น้ำอัดลม น้ำเปล่า นม หรือเหล้า--


"ข้าพเจ้ามิได้นิยมชมชอบในรสชาติของสุรา 
แต่ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา" 
โกวเล้งกล่าวไว้...


ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบในรสชาติและบรรยากาศของการดื่มเหล้า 
จะมีกับแกล้มหรือไม่มี จะผสมโซดาหรือเพียวๆ มิเคยบ่ายเบี่ยงเลย ดื่มได้ทั้งนั้น
ยิ่งดื่มกับมิตรสหาย เพื่อนรู้ใจ หรือวงสนทนาที่เฮฮาและเปี่ยมเรื่องราวสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง ก็มิเคยขัด
แต่ไม่ชอบดื่มกับพวกที่อวดภูมิวางมาด ยกตนข่มท่าน เอะอะโวยวาย หรือดื่มแล้วนิสัยเปลี่ยน
เรากินเหล้ามิใช่ให้เหล้ากินเรา เราดื่มเพื่อผ่อนคลาย ปลดปล่อย และต้องมีสติ"จำเพื่อลืม ดื่มเพื่อเมา เหล้าเพื่อโลก
สุขเพื่อโศก หนาวเพื่อร้อน นอนเพื่อฝัน
ชีวิตนี้ มีค่านัก ควรรักกัน
รวมความฝัน กับความจริง เป็นสิ่งเดียว"
จากรุไบยาท

สมัยวัยรุ่นนั้น พลังวังชาและร่างกายยังฟิตปั๋ง เป็นวัยที่รุ่มร้อนซ่อนเร้น กระฉับกระเฉง

เฮโลไหนไปด้วย ดื่มข้ามคืนอย่างสบาย "ชนแก้ว หมดแก้ว" ไม่มีหวั่น
ค่ำไหนนอนนั้น หรือเหล้าไม่หมดไม่กลับ (เมาไม่ขับ) กลับแท็กซี่
ไม่ว่าจะสาโท กระแช่ เหล้าต้ม เหล้าขาว ยาดอง เบียร์ สุราไทย หรือเหล้านอก...ดื่มหมดบ่ถอย
ส่วนกับแกล้มจะมี ไม่มี หาได้สำคัญไม่ มีก็วิเศษ เพราะแต่ละท้องถิ่นมีเมนูชวนแซ่บ
แต่ถ้ากับแกล้มเปิบพิสดารอย่างพวกเต่า ตะพาบ งู ปลาไหล ฯ ก็ต้องขอผ่านเช่นกัน

วันวัยลุล่วง อายุมากขึ้น พลังถดถอย ร่างกายก็มิอาจยืนหยัดดื่มได้นานเหมือนแต่ก่อน

ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ วุฒิภาวะ หรือเวลาถูกจำกัดทดแทนด้วยปัจจัยอื่นๆ
ทั้งเหล่ามวลมิตรก็แยกย้ายกันไปตามวิถี บ้างก็มีครอบครัว มีการงานที่ต้องมุ่งมั่นมากขึ้น
กาลเวลาและครอบครัวไกล่เกลี่ยแล้ววาดระบายให้แต่ละคนไปตามเส้นทางที่ควรกระทำ
ชีวิตที่เป็นอยู่ต้องหาเงินเพื่ออนาคต บ้านต้องสร้าง รถต้องซื้อ หนี้สินก็ต้องมี
เรื่องนัดสังสรรค์ เฮฮาปาร์ตี้ จัดเลี้ยงวันคล้ายวันเกิด ได้ปรับเงินเดือน ได้โบนัส
หรือชักชวนหาสถานที่ดื่มเหล้าพร้อมหน้าพร้อมตาเหล่าสหายกลายเป็นเรื่องยากยิ่ง
บางงาน...อย่างงานแต่งเพื่อน เพื่อนบวช เพื่อนอกหัก เพื่อนถูกหวย เพื่อนเลี้ยง ก็อาจได้พบกันบ้าง
ทว่าก็ยากที่จะได้เจอหน้าเพื่อนครบครันดังอดีต 
คงเป็นเรื่องน่าเศร้า...ถ้าเหล่าผองเพื่อนจะมาเจอกันครบหน้าในวันที่เพื่อนคนใดคนหนึ่งตาย---

เปิดขวด...แล้วมาดื่มกันให้หมดนะ...เพื่อน

เรามิอาจย้อนอดีตแห่งความชื่นมื่นรื่นเริงในวัยหนุ่มสาวได้ฉันใด
เราก็มิอาจรู้ว่าลมหายใจแห่งชีวิตจะยืนยาวได้นานเพียงใดฉันนั้น...

.



 


24 มิถุนายน 2555

Life บางเสี้ยวชีวิตในวันเก่าๆ ๓

ร้านอาหารตามสั่ง--- 

ผมสาบานและสารภาพเลยว่า...
ไม่เคยมีความคิดในสมองที่จะต้องมาลงทุนเพื่อทำอาชีพขายอาหารสักแวบ
จริงๆ ผมตั้งใจมั่นเหมาะว่าอยากจะเปิดร้านขายเสื้อผ้า กางเกงยีนส์ กระเป๋า รองเท้า
หรือไม่ก็พวกของกิฟต์ช็อป และสินค้าแฮนด์เมดมากกว่า
อีกทางเลือกหนึ่งก็คือร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ เปิดร้านเหล้าให้รู้แล้วรู้รอดเลย
แต่ด้วยความรักที่แสนยิ่งใหญ่ อลังการ วิจิตร แสนห่วงใย และบริสุทธิ์ของแม่—
เฮ้อ! พูดถึงแม่แล้ว...
ผมพิมพ์ไม่ออกเลย มันไม่รู้จะเรียงร้อยถ้อยคำจาระไนเช่นไร
ปุบปับผมก็สูญสิ้นประโยคที่จะบอกกล่าวถึงความรักและความห่วงใยที่แม่มีต่อลูก
ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ผมเขียนหรือพิมพ์ต่อไปไม่ไหว...คล้ายนักมวยหมดสภาพก่อนขึ้นเวที

ร้านอาหารตามสั่ง--- ผมค้างคาประโยคตรงนี้ไว้หลายวันทีเดียว
คล้ายคนโง่เขลาอับจนที่เรียบเรียงประเด็นไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มต้นไปในท่วงทำนองใด
เหตุหลักๆ ที่ผมเลือกมาทำร้านอาหารตามสั่งก็เพราะ...เพราะคำเตือนที่หวังดีของแม่นั่นเอง
อย่างน้อยอาหารก็เป็นปัจจัยหลักของการดำรงชีวิต ทุกคนต้องกินข้าว ต้องบริโภคอาหาร
หากให้ไปลงทุนขายเสื้อค้าหรือลงสินค้าพวกกิฟต์ช็อป ยังไงๆ ก็ต้องเสียเงินซื้อข้าวปลาอาหารกินแหงๆ
แต่ถ้าทำร้านอาหารตามสั่ง เราสามารถกินไปในตัวได้เลย ทำเองกินเองไม่ต้องไปเสียเงินซื้อ
แล้วเผื่อสมมุติถ้าเสื้อผ้าขายไม่ดี ของกิฟต์ช็อปดันขายไม่ออก หรือสินค้าแฮนด์เมดเกิดขายยาก
แม้ว่าสินค้าพวกนี้ไม่เน่าไม่เสีย ทว่าก็ต้องตามยุคสมัย อินเทรนด์ และปรับเปลี่ยนตลอดเทศกาล
โอกาสเห็นกำไรคงหนาวๆ ร้อนๆ ยิ่งทำเลไม่ดีมีหวังเอวังวิเวกจนอาจวอดวายดับวูบโดยง่าย


ขณะที่เงินลงทุนของผมก็จำกัดจำเขี่ย ทั้งต้องคิดหน้าคิดหลังอย่างเจียมตัวที่สุด
จึงจำเป็นต้องฉุกคิดก่อนที่สถานการณ์จะฉุกละหุก กระทั่งทำให้ชีวิตปราชัยเป็นหนี้พันตัว
เมื่อได้รับโอวาทและถ้อยปรารถจากบุพการีที่ทำให้ผมพลันสดับตรับฟังอย่างตรึกตรอง
ในที่สุดแม่ของผมก็เดินทางจากต่างจังหวัดมายังกรุงเทพฯ แล้วก็ปรึกษาหารือกัน
ด้วยความที่แม่เป็นแม่ค้าขายอาหารมาก่อน ทั้งขายข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว หรืออาหารตามสั่ง
แม่ล้วนทำมาหมด ฉะนั้นประสบการณ์อันยาวนานตรงนี้ของแม่จึงมีค่ามหาศาลต่อผมในวันนั้น...

เมื่อหัวข้อที่จะเลือกเกี่ยวกับเรื่องปากท้อง ฉะนั้น... ผมจะขายอาหารไรดีล่ะ?
แล้วอินเทอร์เน็ตก็คือกุญแจแสนไฮสปีดรวดเร็วในการไขหาคำตอบ---
ที่สุด; ผมก็เจอคนที่ลงประกาศเซ้งร้านอาหารตามสั่งเจ้าหนึ่งในราคา ๕ หมื่นบาท
รายละเอียดที่โพสต์ไว้น่าสนใจ เปิดเผย ทั้งบอกให้ไปดูร้านก่อนที่จะตัดสินใจ
ทำเลก็เยี่ยมและใกล้ที่พักผมด้วย มีการการันตีรายได้ต่อวันหลัก ๓ – ๔ พัน
เวลาขายก็บ่ายๆ จนถึง ๔ ทุ่ม บ๊ะ! ไม่ต้องตื่นเช้านี่หวา-ผมชอบ (ลืมคิดไปว่าต้องตื่นเช้าไปจ่ายตลาด)
ผมกับแม่จึงตัดสินใจไปดูร้านฯ และพูดคุยกับเจ้าของถึงเหตุผลที่จะเซ้ง
หลังจากนั้นผมก็ยังแวะเวียนไปสังเกตการณ์ช่วงเวลาที่คนมากินเยอะๆ อีก ๓ ครั้ง
เพื่อความมั่นใจว่าเขาขายได้จริงๆ ขายได้วันละเท่าไร? ค่าเช่า + น้ำ + ไฟ ต่อเดือนตกกี่บาท?
ค่าของสด ผัก และวัตถุดิบต่อวันประมาณไหน? เฉลี่ยเดือนหนึ่งน่าจะกำไรเท่าไร?
และถ้ามีกำไรจริงๆ ไยถึงประกาศเซ้งล่ะ? --- ซึ่งผมก็ได้รับคำตอบจากปากคนเซ้งว่าดูแลไม่ไหว แก่แล้ว
ซึ่งระหว่างนั้นก็มีคนสนใจมาดูร้านฯ อีก ๔ – ๕ เจ้า เสมือนเป็นการโหมไฟให้ผมต้องรีบตัดสินใจเสียที
ผมจะมัวชักช้า นิ่งนอนใจ และคิดมากคงไม่ทันการณ์แน่ สถานการณ์หลายด้านก็เร่งเร้าเสียด้วย
ไม่รู้ว่าคนอื่นที่มาดูหรือคุยกับคนเซ้งจะคิดเห็นประการใดกัน เกิดคนอื่นเซ้งไปก่อนผมล่ะ?

ช่วงนั้นผมยังทำงานประจำอยู่... แม่ก็สนับสนุนเรื่องร้านอาหารที่ไปดูกัน
อีกประเด็นหนึ่งคือแถวนั้นอพาร์ตเมนต์ผุดเป็นดอกเห็ดและพลุ่งพล่านมากมายด้วยนักศึกษา
ทำเล... ถือว่าใช้ได้เชียว ลูกค้าไม่ได้สถิตถาวร (เรียนจบก็แยกย้ายไปตามทางของตน)
จึงหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากัน ซึ่งส่วนใหญ่พวกนักศึกษาคงไม่หุงข้าวหรือทำกับข้าวกินเองแน่
ทั้งวัยเรียนก็ไม่ใช่วัยหารายได้เอง การจะเห็นค่าของเงินย่อมไม่คำนึงหรือคิดมาก
ยิ่งเป็นเรื่องกินย่อมจ่ายได้สบาย... เสื้อผ้าไม่ซื้อไม่เป็นไร แต่ถ้าท้องร้องนี่สิ ต้องกิน...
เมื่อคิดสะระตะถ้วนถี่ ถึงเวลาตัดสินใจเสียที ที่สุดผมก็รับเซ้งร้านอาหารตามสั่งร้านนี้

ด้วยความโลภมาก คิดว่าตัวเองไหว อยากมีรายรับสองทาง และใคร่อยากคืนทุนที่เซ้งเร็วๆ
ผมพลันคิดว่าจะทำงานประจำให้ถึงสิ้นปี เพื่อหวังโบนัสติดปลายนวมบ้าง
ส่วนร้านอาหารฯ แม่ก็อาสาจะดูแลให้ เพราะแม่มีประสบการณ์ตรงนี้ ขณะที่ผมไม่มี

“จับปลาสองมือ” ช่วงที่ผมเซ้งร้านเสร็จสรรพ ผมก็ยังทำงานประจำ ขณะแม่ไปบริหารร้านฯ
โดยที่ผมจ้างแม่ครัว ๑ คน และเด็กช่วยอีก ๑ คน นี่จึงนับเป็นรายจ่ายค่าจ้างที่ลดทอนกำไร
ที่สุดผมก็ยืนหยัดไม่ไหว ด้วยต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน เลิกงานก็ไปช่วยที่ร้านอาหาร
ส่วนเรื่องไปจ่ายตลาด ตกค่ำก็สำรวจของแล้วจดรายการไว้ และเอาให้คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปซื้อแทน
ขณะเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ได้หยุดเพราะเป็นช่วงวันที่ขายดี ถือเป็นช่วงที่กอบโกยเงินก็ว่าได้
ฉะนั้นกว่าจะปิดร้านฯ กลับห้อง ทำบัญชี เข้านอน แทบจะเที่ยงคืนหรือไม่ก็ตีหนึ่งตีสอง
จึงเป็นเหตุให้ผมไปทำงานสายบ่อย สมองจึงเบลอๆ ร่างกายก็อ่อนเพลีย หัวใจก็จมละเหี่ย
ไหนผมจะเอาแม่มาลำบากลำบนกับผมอีก ท่านอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดก็ดีๆ เพลินๆ อยู่แล้ว
ทว่านี่ผมกลับเอาแม่มาช่วย เอาท่านมาเหนื่อย ดีหน่อยที่แม่พอมีความสุขยามได้ทำได้ขาย
ผสานกับความรักและความห่วงใยที่มีต่อลูกแย่ๆ อย่างผมด้วยกระมัง ^^

ตลอด ๒ เดือนกว่าที่ผ่านมา... ๓ เดือนกว่าที่ผ่านไป...
การออกมาค้าขายทำให้ผมได้เรียนรู้และตระหนักถึงชีวิตมากขึ้น
โลกในความคิดกับโลกแห่งความจริง มันต่างเวอร์ชั่นกันเลย
เหมือนที่หลายๆ คนว่าไว้เปี๊ยบ ออกมาทำเองนี่แสนเหนื่อย แทบไม่มีเวลาส่วนตัว
บางทีถึงกลับท้อ อยากเลิก และหันไปหาอาชีพอื่นทำด้วยซ้ำ
ครั้นจะถอดใจศิโรราบง่ายๆ ก็เร็วไป ถึงขั้นนี้ต้องลุยให้เต็มที่สักตั้ง ยังไม่ถึงเวลาถอย
ยิ่งบางช่วงที่ยอดขายกลับต่ำลงเพราะปิดเทอม เลยทำให้ต้องคิดหนัก ต้องหาทางประคองตัว
ยอมรับอย่างไม่อายเลยว่า... อยากเลิก อยากเซ้งต่อ
ซึ่งก็ได้แต่คิดและถอดหายใจอย่างเศร้าสร้อย...วังเวง...

ในที่สุดสู้มานะทำร้านอาหารตามสั่งได้เกือบๆ ปี ก็ต้องยอมเซ้งให้คนอื่นไป
แล้วก็กลับไปเป็นพนักงานรับเงินเดือนแบบเก่า- - -

.